|

จากพื้นที่สาธารณะสู่ศูนย์นวัตกรรมเพื่อสังคมม.อ.สุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อน “ทุ่งใสไช” ด้วยพลังวิจัยและชุมชน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินท์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ร่วมขับเคลื่อน “ทุ่งใสไช” จากพื้นที่สาธารณะสู่ศูนย์นวัตกรรมเพื่อสังคม ด้วยพลังวิจัยและชุมชน สร้างระบบเศรษฐกิจฐานทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

            พื้นที่ “ทุ่งใสไช” เดิมเป็นพื้นที่สาธารณะภายใต้การอนุญาตใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ กำลังถูกยกระดับบทบาทครั้งสำคัญสู่การเป็น “ศูนย์นวัตกรรมเพื่อสังคม” ภายใต้การขับเคลื่อนของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ที่นำงานวิจัย องค์ความรู้ และความร่วมมือกับชุมชน มาสร้างระบบเศรษฐกิจฐานทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

           นายศุภชัย รักวงศ์ หัวหน้าสำนักงานบริหารกลาง สถาบันขั้นสูงเพื่อความมั่นคงทางอาหารแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า พื้นที่ทุ่งใสไชได้รับการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องมากว่า 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น ทั้งการติดทะเล ด้านหลังเชื่อมคลอง และรายล้อมด้วยชุมชนเกษตร ประมง และปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยจึงมองเห็นโอกาสในการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

           ทุ่งใสไชเป็นพื้นที่ท้าทาย แต่มีศักยภาพสูง เรานำงานวิจัยจากหลากหลายศาสตร์ ทั้งเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ลงมาทดลองจริง พัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจ และต่อยอดสู่ตลาดได้แล้ว ไม่ใช่แค่ในเชิงวิชาการ แต่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน นายศุภชัย กล่าว         

            การพัฒนาพื้นที่ทุ่งใสไช ยึดหลัก BCG Model (Bio–Circular–Green Economy) ควบคู่ ESG (Environment, Social, Governance) และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเน้นการจัดการทรัพยากรชีวภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การใช้จุลินทรีย์ มูลสัตว์ และเศษวัสดุทางการเกษตร มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดของเสีย และหมุนเวียนทรัพยากรภายในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบบดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังยกระดับมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การเป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพของภาคใต้ และปูทางสู่เป้าหมาย “อาหารแห่งอนาคต”

           บทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในพื้นที่ทุ่งใสไช คือการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชิงระบบ” เชื่อมโยงนักวิจัย หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งวิจัยภาคสนามที่ครอบคลุม ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา การพัฒนาฟาร์มโค แพะ เป็ด ไก่ ไปจนถึงการปลูกพืชเศรษฐกิจและพืชโปรตีนสูงอย่าง “ผำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นอาหารแห่งอนาคต           

           หนึ่งในตัวอย่างเด่น คือการเพาะพันธุ์หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ที่กำลังลดจำนวนลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ทรัพยากรเกินขนาด มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงที่ให้ผลผลิตแน่นอน ช่วยเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงให้ชุมชนประมงอย่างเป็นรูปธรรม

           การบริหารพื้นที่ทุ่งใสไชดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ ประมง ปศุสัตว์ เกษตร รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ อาทิ เทศบาลพุมเรียง และเทศบาลตำบลตะกรบอำเภอไชยา ทำให้การขับเคลื่อนนโยบาย การรับรองมาตรฐาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ

         พื้นที่ทุ่งใสไช ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักศึกษา นักเรียน และเกษตรกรจากทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบฝึกงาน อบรมระยะสั้น และหลักสูตร non-degree โดยมีผู้เข้าร่วมครั้งละหลายสิบถึงหลักร้อยคน ช่วยพัฒนาทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน

         เป้าหมายไม่ใช่แค่พื้นที่ต้นแบบระดับจังหวัดหรือภาคใต้ แต่ต้องก้าวสู่ระดับชาติและสากล ทุ่งใสไชพิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยสามารถแก้ปัญหาได้จริง สร้างคน สร้างงาน และสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้ นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

          การเปลี่ยนผ่านของทุ่งใสไช จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาพื้นที่ แต่คือการวางรากฐานระบบนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เชื่อมองค์ความรู้กับชีวิตจริง และตอกย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=104947

แสดงความคิดเห็น

Share It

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวมาใหม่

Find Us