ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา ม.อ. สุราษฎร์ธานี เชื่อมวิชาการ-ชุมชน วางรากฐานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมยกระดับสุราษฎร์ฯ สู่เมืองมรดกโลก
ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับชุมชนและภาคการท่องเที่ยว มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ขจรบุญ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน จากโจทย์ของมหาวิทยาลัยในการฟื้นฟูพื้นที่ “ทุ่งใสไช” และสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนโดยรอบ ผ่านมิติศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญของพื้นที่อำเภอไชยา โดยเลือกใช้ชื่อ “ศรีวิชัย” เป็นกรอบแนวคิดกลาง เพื่อสะท้อนพหุวัฒนธรรมและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และแนวคิดทางจิตวิญญาณ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะกรอบศาสนาหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ปัจจุบันศูนย์ศรีวิชัยศึกษา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานองค์ความรู้เชิงระบบ โดยเริ่มจากการพัฒนารายวิชา “สวัสดีศรีวิชัย (Sawasdee Sriwichai)” สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย เนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์ศรีวิชัย หลักธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ และการต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการพัฒนาชุดวิชาออนไลน์ด้านศิลปศาสตร์ศรีวิชัย เพื่อนำขึ้นแพลตฟอร์ม PSU MOOC เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง
ในระยะต่อไปทางศูนย์ฯ มีแผนจัดตั้ง “ศรีวิชัย School Bus” นำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงสู่โรงเรียนในพื้นที่ เพื่อปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นแก่เยาวชน ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของการอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในอนาคต
คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังขับเคลื่อนพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ อำเภอไชยา เขาศรีวิชัย และอำเภอเวียงสระ เพื่อผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศูนย์ศรีวิชัยศึกษาได้รับบทบาทเป็นหน่วยงานหลักด้านวิชาการ ทำหน้าที่จัดระบบองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้มีมาตรฐาน รองรับเกณฑ์การพิจารณาขององค์การยูเนสโก โดยเฉพาะประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นมรดกโลก
“การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่แค่การชมโบราณสถาน แต่เป็นการเล่าเรื่องคุณค่าของพื้นที่ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ผู้คน และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันสิ่งสำคัญคือการจัดเก็บองค์ความรู้เหล่านี้อย่างเป็นระบบ ก่อนที่ภูมิปัญญาจะเลือนหายไปพร้อมกับบุคคล” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักดา กล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณีผ้าทอพุมเรียง ซึ่งปัจจุบันเหลือช่างทอเพียงคนสุดท้าย สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบันทึกและถ่ายทอดองค์ความรู้
ด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา ยังได้ทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและรูปแบบการสื่อสารใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ผ่านการบูรณาการด้านการเรียนการสอนกับการลงพื้นที่จริงของนักศึกษา เพื่อผลิตคอนเทนต์และสื่อประชาสัมพันธ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองศรีวิชัยอย่างร่วมสมัย
นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังเชื่อมโยงการทำงานกับสวนโมกขพลาราม ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านจิตวิญญาณและหลักธรรม โดยส่งนักศึกษาและบุคลากรเข้าไปศึกษา ตีความ และถ่ายทอดสาระเชิงลึกของคำสอนท่านพุทธทาสภิกขุ เพื่อเสริมมิติการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
สำหรับวิสัยทัศน์ระยะยาว ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา ตั้งเป้าเป็น “เสาหลักทางวิชาการ” ของจังหวัด ทำหน้าที่เฝ้าระวัง บันทึก และพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประยุกต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของสุราษฎร์ธานียังคงอยู่ สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ ศูนย์ศรีวิชัยศึกษา เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของระบบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้ง 5 วิทยาเขต และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสุราษฎร์ธานี ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองศรีวิชัย และเมืองมรดกโลกในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม







Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=104807







-