|

“สรรเพชญ” เร่งเครื่องแผนขุดลอกคลอง ร.1–คลองอู่ตะเภา ดันของบฯกลางแก้จุดวิกฤตก่อนมรสุม ย้ำต้องเปิดทางน้ำทั้งระบบ ป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอย

“สรรเพชญ” เร่งเครื่องแผนขุดลอกคลอง ร.1–คลองอู่ตะเภา ดันของบฯกลางแก้จุดวิกฤตก่อนมรสุม ย้ำต้องเปิดทางน้ำทั้งระบบ ป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอย

          วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสภาพร่องน้ำตื้นเขินบริเวณคลอง ร.1 อำเภอบางกล่ำ และคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งติดตามแผนการขุดลอกลำน้ำและเตรียมความพร้อมรับฤดูมรสุม โดยมีผู้บริหารกรมเจ้าท่า ได้แก่ นายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4, นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4, นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา, นายชัยรัตน์ สุขสมคิด นายอำเภอบางกล่ำ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ ร่วมรายงานข้อมูลและหารือแนวทางดำเนินงาน         

           นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง หลังนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจคลอง ร.1 และมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาการระบายน้ำทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำรอยเหมือนปีที่ผ่านมา

          “กระทรวงคมนาคม มีหลายภารกิจที่สามารถช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ ทั้งการเร่งขุดลอกทางระบายน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางในพื้นที่ของกรมทางหลวง การรถไฟ และกรมเจ้าท่า วันนี้เราจึงลงมาดูพื้นที่ปลายน้ำที่รับน้ำจากคลอง ร.1 คลองอู่ตะเภา คลอง ร.3 และคลองสาขาหลายสาย ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา” นายสรรเพชญ กล่าว

          รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า จากการสำรวจพบว่าร่องน้ำหลายจุดตื้นเขินอย่างหนัก เนื่องจากการสะสมของตะกอนดินเป็นเวลานาน บางจุดมีความลึกเพียง 30–50 เซนติเมตร ทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะหลังเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งพัดพาตะกอนลงมาสะสมเพิ่มจำนวนมาก

           “ถ้าเราไม่เร่งเปิดทางน้ำ น้ำจากหาดใหญ่จะระบายลงทะเลสาบสงขลาและออกสู่อ่าวไทยได้ช้าลง พื้นที่แห่งนี้เป็นปลายน้ำที่รับน้ำมหาศาล ครั้งที่แล้วระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร จึงเป็นจุดที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนฤดูมรสุมจะมาถึง” นายสรรเพชญ กล่าว          

           พร้อมกันนี้ นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้จัดทำโครงการขุดลอกคลอง ร.1 ระยะทาง 2,150 เมตร (กม.0+000–2+150) คลองอู่ตะเภา ระยะทาง 1,000 เมตร (กม.0+000–1+000) และคลอง ร.3 โดยทั้ง 3 โครงการมีปริมาณขุดลอกแห่งละ 300,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณแห่งละ 28.4 ล้านบาท ซึ่งบรรจุไว้ในแผนงบประมาณปี 2570 และอยู่ระหว่างการพิจารณา

           อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกรงว่าการรอใช้งบประมาณปี 2570 อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ในช่วงฤดูฝน จึงได้หารือร่วมกับกรมเจ้าท่าเพื่อผลักดันการของบกลางสำหรับดำเนินการในพื้นที่วิกฤตเป็นการเร่งด่วน

          “เราจะพยายามผลักดันให้เร็วที่สุด เพราะถ้าน้ำมาก่อน งบประมาณมาทีหลัง ก็อาจไม่ทันการณ์ อาทิตย์หน้ากรมเจ้าท่าจะหารือกับสำนักงบประมาณและสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอของบกลางและเร่งกระบวนการให้เร็วที่สุด” นายสรรเพชญ กล่าว                  นอกจากนี้ ยังได้รับข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดินงอกและตะกอนที่กีดขวางทางน้ำ โดยจะเชิญกรมชลประทาน หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานในพื้นที่ มาหารือร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม

         นายสรรเพชญ ย้ำว่า การแก้ปัญหาจะไม่ใช่เพียงการขุดลอกเท่านั้น แต่ต้องวางแผนจัดการพื้นที่ทิ้งตะกอน การบำรุงรักษาร่องน้ำ และการดูแลทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาสะสมซ้ำอีก

          “การบูรณาการต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การประชุมบนโต๊ะ เราต้องมีทั้งพื้นที่รองรับตะกอน มีแผนบำรุงรักษาระยะยาว และใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมอย่างยั่งยืน”

        ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้กรมเจ้าท่าเร่งรัดการดำเนินงานตามกรอบงบประมาณปี 2570 ควบคู่กับการผลักดันมาตรการเฉพาะหน้า โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งเปิดทางน้ำทั้งระบบ ลดความเสี่ยงอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสงขลาอย่างยั่งยืน

Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=110221

แสดงความคิดเห็น

Share It

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวมาใหม่

Find Us