“ชนธัญ แสงพุ่ม” จากนักสังคมสงเคราะห์สู่นักบริหารนโยบาย เส้นทางคนทำงานที่เชื่อม “ประชาชน –นโยบาย–พื้นที่” สู่ภารกิจรักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต.
“ชนธัญ แสงพุ่ม” จากนักสังคมสงเคราะห์สู่นักบริหารนโยบาย เส้นทางคนทำงานที่เชื่อม “ประชาชน –นโยบาย–พื้นที่” สู่ภารกิจรักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต.
บนเส้นทางราชการที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความเข้าใจ และการทำงานร่วมกับผู้คน “นายชนธัญ แสงพุ่ม” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ผ่านการสั่งสมประสบการณ์จากงานระดับปฏิบัติ ก่อนค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่งานวิชาการ งานนโยบาย และงานบริหารราชการส่วนกลาง จนมาถึงบทบาทสำคัญในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
เส้นทางของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุมระดับนโยบาย หากเริ่มจากงานที่ต้องสัมผัสกับปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง ในฐานะ “นักสังคมสงเคราะห์” ก่อนขยับไปสู่งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด งานพัฒนาชุมชน งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานบริหารราชการส่วนกลาง และงานประสานนโยบายด้านความมั่นคง
ประสบการณ์แต่ละช่วงค่อย ๆ หลอมรวมเป็นองค์ความรู้และมุมมองในการทำงาน จนก้าวสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการ ศอ.บต. และได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. ในปี 2569 นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการเติบโตในตำแหน่งราชการ หากเป็นเส้นทางของคนทำงานที่เดินทางจาก “งานกับประชาชน” ไปสู่ “งานเชิงนโยบาย” และกลับมาทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายกลับสู่พื้นที่อีกครั้ง
จากงานนักสังคมสงเคราะห์ สู่การออกแบบระบบแก้ปัญหายาเสพติด
จุดเริ่มต้นของเส้นทางราชการ นายชนธัญเริ่มทำงานในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ สังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร รับผิดชอบงานด้านการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ช่วงเวลานั้นทำให้ได้สัมผัสปัญหาสังคมจากระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีโอกาสศึกษาแนวทางการบำบัดรักษาในรูปแบบผู้ป่วยนอก ก่อนเข้าไปมีส่วนร่วมในทีมงานที่นำองค์ความรู้ดังกล่าวไปขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ จากประสบการณ์ในระดับปฏิบัติ งานจึงค่อย ๆ ขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การพัฒนาระบบและกลไกการทำงานในระดับกว้างขึ้น
ผลงานจากช่วงดังกล่าวนำไปสู่การได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมงานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. โดยรับผิดชอบงานด้านนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางระบบการทำงานด้าน
“โรงงานสีขาว” รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งความรู้เชิงวิชาการ การทำงานกับหน่วยงานหลายฝ่าย และความเข้าใจบริบทของผู้คนในแต่ละพื้นที่ ประสบการณ์ช่วงนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ “ชนธัญ” เปลี่ยนบทบาทจากนักปฏิบัติสู่ผู้ทำงานเชิงระบบและเชิงนโยบาย
จากงานสังคม สู่ศาสตร์การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
อีกช่วงหนึ่งของชีวิตราชการ นายชนธัญได้รับการทาบทามให้กลับมาทำงานด้านวิชาการและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยรับผิดชอบงานวิชาการ รวมถึงงานติดตามและประเมินผลโครงการ
หนึ่งในภารกิจที่ได้รับความไว้วางใจ คือการทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจัดการประกวดการน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการเกษตร และภาคชุมชน
การทำงานดังกล่าวเปิดมุมมองให้เห็นการพัฒนาจากหลายมิติ ตั้งแต่ระดับองค์กรธุรกิจไปจนถึงชุมชนและภาคเกษตรกรรม และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ตัดสินใจศึกษาต่อในระดับสูง
นายชนธัญ สำเร็จการศึกษาระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต หรือ ปร.ด. สาขาวิชาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2556 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : การศึกษาเพื่อสร้างทฤษฎีจากข้อมูล กรณีชุมชนท่องเที่ยวตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
องค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนความสนใจในเรื่องการพัฒนาชุมชน การสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองในการทำงานด้านการพัฒนา
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ห้องเรียนสำคัญของงานบริหารราชการ
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือการได้รับการทาบทามเข้าสู่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยรับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล เป็นช่วงเวลาที่ระบบราชการกำลังปรับตัวครั้งสำคัญภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ทำให้มีภารกิจในการพัฒนาแนวทางการบริหารและพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับระบบใหม่
นายชนธัญ มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ทั้งในด้านการพัฒนาระบบประเมินผล ระบบตัวชี้วัด และแผนพัฒนาบุคลากร ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้ได้เรียนรู้กลไกการบริหารราชการในระดับส่วนกลางอย่างใกล้ชิด และได้เห็นกระบวนการเปลี่ยนนโยบายและข้อสั่งการของรัฐบาลให้กลายเป็นแนวทางการปฏิบัติของส่วนราชการ
นอกจากงานด้านการบริหารบุคคลแล้ว ยังมีโอกาสทำงานประสานกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยเชื่อมโยงการทำงานกับส่วนราชการด้านความมั่นคง ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์สำคัญก่อนก้าวเข้าสู่ภารกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อประสบการณ์จากส่วนกลางมาบรรจบกับภารกิจชายแดนใต้
เมื่อกลไกการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการปรับระบบตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายชนธัญได้รับการทาบทามให้เข้ามารับผิดชอบงานประสานของ ศอ.บต.
หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการดูแลระบบการประชุมของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต. ประสบการณ์จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทั้งการศึกษาวิเคราะห์การประชุมคณะรัฐมนตรี การจัดทำมติ และการประสานกับส่วนราชการต่าง ๆ จึงถูกนำมาปรับใช้กับกลไกการทำงานของ กพต.
ในช่วงเวลานั้น มีการผลักดันประเด็นสำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่กลไกระดับรัฐบาลจำนวนมาก โดยอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ จากผู้ประสานงาน นายชนธัญได้ก้าวเข้าสู่การรับราชการใน ศอ.บต. โดยตรง และเติบโตขึ้นตามลำดับจากประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การบริหารราชการ และภารกิจริเริ่มด้านต่าง ๆ
จาก “ผู้ช่วยเลขาธิการ” สู่ “รองเลขาธิการ ศอ.บต.”
เส้นทางใน ศอ.บต. นำไปสู่การดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง การขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับรองเลขาธิการ ทำให้บทบาทของนายชนธัญครอบคลุมกว้างขึ้น ทั้งการกำกับ ติดตาม ประสานงาน และผลักดันภารกิจด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากเดิมที่เคยทำหน้าที่ประสานงานในระดับนโยบาย วันนี้บทบาทได้ขยับมาสู่การบริหารจัดการและขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรที่ทำงานอยู่กับพื้นที่โดยตรง
ปี 2569 กับภารกิจสำคัญ “รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต.”
ปี 2569 เป็นอีกช่วงสำคัญของเส้นทางราชการ เมื่อ นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. โดยมีภารกิจสำคัญหลากหลายด้าน ตั้งแต่การประสานนโยบายรัฐบาล การพัฒนาพื้นที่ การรับฟังเสียงของประชาชน การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปจนถึงการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=112168
-