|

มทร.ศรีวิชัย พลิกวิกฤตคาบสมุทรสทิงพระ! ด้วยนวัตกรรม IoT&ML กอบกู้ “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ลุยตรวจความเค็มเรียลไทม์ เซฟเงินเกษตรกรร้อยล้าน

มทร.ศรีวิชัย พลิกวิกฤตคาบสมุทรสทิงพระ! ด้วยนวัตกรรม IoT&ML กอบกู้ “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา“ ลุยตรวจความเค็มเรียลไทม์ เซฟเงินเกษตรกรร้อยล้าน

          ปัญหา “น้ำเค็มรุกล้ำ” ถือเป็นภัยเงียบที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำอย่างคาบสมุทรสทิงพระ ที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยเพียง “ประสบการณ์ และการสังเกต” ของชาวบ้าน ซึ่งมีความผันผวนสูง หากสูบน้ำเข้ามาผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว พืชผลอาจยืนต้นตาย และดิน อาจเสียหายจนยากจะฟื้นฟู แต่ในวันนี้ เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกม เปลี่ยนจากการวิ่งตามแก้ปัญหา มาเป็นการเฝ้าระวังและพยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

          ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง  อาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาวิศวกรรมโยธา  คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หัวหน้าโครงการ“นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ภายใต้แผนงานน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ได้รับทุนอุดหนุนงานวิจัยการเกษตร จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) เล็งเห็นถึงปัญหาจึงคิดค้น “นวัตกรรมระบบติดตามค่าความเค็มพร้อมระบบพยากรณ์แบบเรียลไทม์” ที่แหวกแนวคิดจากการแค่ “ตรวจวัด” ทั่วไป ไปสู่การเป็น “ผู้หยั่งรู้ล่วงหน้า” โดยการส่งเครื่องวัดอัตโนมัติลงพื้นที่ภาคสนามครอบคลุมรอบทะเลสาบและลำคลองสาขารวม 19 สถานี ข้อมูลความเค็มในพื้นที่จริงจะถูกยิงตรงเข้าสู่ระบบส่วนกลางเพื่อประมวลผลร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และ AI  สิ่งที่น่าทึ่งคือความง่ายในการเข้าถึงข้อมูล เกษตรกรไม่ต้องเป็นนักวิชาการก็เข้าใจได้ เพราะผลการพยากรณ์จะถูกส่งตรงถึงมือถือผ่านทางเว็บไซต์ skawater.com กลุ่ม LINE และเฟซบุ๊กเพจ “ค่าความเค็มในทะเลสาบสงขลา” ทำให้ชาวบ้านรู้ได้ทันทีว่า น้ำเค็มจะมาถึงเมื่อไหร่  ช่วงไหนควรสูบน้ำ หรือช่วงไหนควรปิดประตูระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำดีไว้ใช้  ช่วยให้สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

          หลังจากมีการนำนวัตกรรมนี้มาใช้งานจริง ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน ด้านเศรษฐกิจ : สามารถ ลดความเสียหายของพืชผลจากน้ำเค็มได้ถึง 30-50% คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้มากกว่า 50-100 ล้านบาทต่อปี แถมยังลดต้นทุนในการเฝ้าระวังและจัดการคุณภาพน้ำของภาครัฐได้อีก 20-30%  ด้านสังคม : ยกระดับวิถีชีวิตชาวบ้านสู่แนวคิด Smart Farming และเกษตรแม่นยำสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้ และสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

          ความสำเร็จของระบบติดตามความเค็มในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่นี่คือ   “สารตั้งต้น” ของโมเดลการจัดการน้ำระดับประเทศซึ่งมีแผนจะขยายผลไปใช้กับพื้นที่ที่เผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำรุนแรงในอื่น ๆ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำปากพนัง ในอนาคต พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีมาเจอกับความต้องการที่ถูกจุด ย่อมสามารถเปลี่ยนวิกฤตภัยแล้งและน้ำเค็ม ให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=112162

แสดงความคิดเห็น

Share It

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวมาใหม่

Find Us