ภาคเอกชน หาดใหญ่ส่งสัญญาณเตือนแรง “ฟื้นวันนี้ หรือเสี่ยงสูญฐานเศรษฐกิจ” วิกฤตน้ำท่วม–ความเชื่อมั่นถดถอย กดดันเมืองชายแดน เร่งรัฐอัดมาตรการเชิงรุกก่อนทุนไหลออก
ภาคเอกชน หาดใหญ่ส่งสัญญาณเตือนแรง “ฟื้นวันนี้ หรือเสี่ยงสูญฐานเศรษฐกิจ” วิกฤตน้ำท่วม–ความเชื่อมั่นถดถอย กดดันเมืองชายแดน เร่งรัฐอัดมาตรการเชิงรุกก่อนทุนไหลออก
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องราชาวดี ตึกแกรนด์บอลรูม โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ World Bank Thailand จัดเวทีระดมความคิดเห็นการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา ภายใต้โครงการ “Deep South Economic Corridor” เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายรองรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย
เวทีดังกล่าวสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs หาดใหญ่ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก
รายชื่อผู้กล่าวและผู้แทนภาคเอกชนที่ร่วมสะท้อนข้อเสนอ
การประชุมได้รับเกียรติจากผู้แทนภาคธุรกิจและสมาคมต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ได้แก่
ดร.มาลิน สืบสุข ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา
นายดลภัทร มณีแสง ผู้แทนสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่–สงขลา
นายศิวัตน์ สุวรรณวงศ์ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา
นายวรวิทย์ พงศ์จีน นายกสมาคม
นายจารุพงศ์ จงเจริญ อุปนายกสมาคม
ผู้แทนสมาคมเอสเอ็มอีจังหวัดสงขลา
ผู้แทนสมาคมยางพาราไทย
พิชัย จงไพรัตน์ กลุ่ม SME FAN สงขลา
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และภาคบริการในพื้นที่
หาดใหญ่ยังไม่ฟื้นเต็มศักยภาพ
ดร.มาลิน สืบสุข ระบุว่า แม้จังหวัดสงขลาจะมีมูลค่าเศรษฐกิจสูงที่สุดในภาคใต้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในอำเภอหาดใหญ่ยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับเดิม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังเปราะบาง หากขาดมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน อาจเกิดการย้ายฐานธุรกิจออกจากพื้นที่
นายดลภัทร มณีแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของจังหวัดเติบโตจากความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ด่านชายแดน ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ภาคที่เติบโตต่อเนื่องคือ “การท่องเที่ยว” ซึ่งมีมูลค่าเป็นอันดับ 2 ของ GPP ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกลับลดลงต่อเนื่อง จึงควรเร่งผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์และดิจิทัล เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่สมดุล
95% ของ SMEs คือไมโครไซซ์ รับแรงกระแทกเต็มที่
ผู้แทนสมาคมเอสเอ็มอีจังหวัดสงขลา ระบุว่า มากกว่า 95% ของ SMEs ในพื้นที่เป็นกิจการขนาดไมโคร รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานไม่เกิน 5 คน และพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ เมื่อเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง
ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐควรกระตุ้นการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการในพื้นที่ สนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ และจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
ดัน MICE – ฮาลาล – Medical & Wellness ฟื้นเมืองเศรษฐกิจ
นายศิวัตน์ สุวรรณวงศ์ ในนามสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เสนอให้ภาครัฐผลักดันการท่องเที่ยวกลุ่ม MICE อย่างจริงจัง เนื่องจากจังหวัดสงขลามีศักยภาพเป็น MICE City ซึ่งสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนสูงและฟื้นตัวเลขนักท่องเที่ยวให้กลับสู่ระดับก่อนน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเสนอให้เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวฮาลาล และ Medical & Wellness เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและภูมิภาคอาเซียน
โลจิสติกส์–ท่าเรือน้ำลึก ตัวแปรชี้ขาด
ผู้แทนสมาคมเอสเอ็มอีจังหวัดสงขลา และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เห็นพ้องว่า การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและระบบโลจิสติกส์จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะต้นทุนขนส่งเป็นปัจจัยหลักของความสามารถแข่งขัน
เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง
ผู้แทนสมาคมยางพาราไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการหลายรายชะลอหรือหยุดการลงทุน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายครั้ง จึงต้องการเห็นการลงทุนโครงสร้างป้องกันอุทกภัยและระบบบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและยั่งยืน
ไทย–มาเลเซีย ต้องร่วมมือ ไม่ใช่แข่งขัน
กลุ่ม SME FAN สงขลา เสนอให้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยเน้น
1.กลไกประสานงานที่ทำงานจริงจัง
2.การประชาสัมพันธ์ศักยภาพสงขลาไปยังตลาดมาเลเซีย
3.การวางบทบาทสงขลาเป็นประตูสู่ประเทศไทย
4.การลดขั้นตอนราชการที่ล่าช้า และเปิดโอกาสให้เอกชนดำเนินการได้คล่องตัว
เสียงสะท้อนจากเวทีครั้งนี้ชี้ชัดว่า การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จได้ ต้องฟื้นความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการฐานรากควบคู่กันไป เพราะหาก SMEs ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเปราะบาง เป้าหมายการเป็นฮับเศรษฐกิจชายแดนอาจเผชิญความท้าทายที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้.











Short URL: http://www.samilatimes.co.th/?p=106117







-